หน้าเว็บ

วันศุกร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ปรัชญาอินเดีย,จริยธรรมศาสตร์ ของพุทธ


ปรัชญาอินเดีย ๑  (อัตนัย)

ปรัชญาเชน หรือ ไชนะ

๑.  ชีวะ

 ชีวะ  วิญญาณอันมีสัมปชัญญะหรือพิชาน (Concious Object)
          ชีวะ ในปรัชญาเชน หมายถึงวิญญาณอย่างเดียว มิได้หมายถึงร่างกาย  ชีวะตามภาษาวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ เรียกว่า “อินทรีย์”  ตามทัศนะของเชน ชีวะวะมีอยู่ทุกหนทุกแห่งในสากลจักรวาล ที่สิงสถิตอยู่ในร่างกาย และไม่สิงสถิตอยู่ในร่างกาย  ชีวะยังแบ่งออกเป็น  ๒  ชนิด  คือ
          ๑.  มุกตชีวะ ได้แก่ ชีวะที่หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด ในวัฏสงสาร
          ๒.  พัทธชีวะ ได้แก่ ชีวะที่ยังไม่หลุดพ้น ต้องเวียนว่ายตายเกิด ในวัฏสงสาร
          สำหรับพัทธชีวะ ยังแยกออกเป็น ๒ ประเภท คือ ตรสะและสถารวะ
                   ๒.๑.  ตรสะ ได้แก่ ชีวะที่เคลื่อนไหวได้ สามารถแบ่งออกได้ ๔ ชนิด  คือ
-          หนอน  มีปราสาทสัมผัส ๒ ทาง คือ ทางกายกับลิ้น
-          มด  มีประสาทสัมผัส ๓ ทาง คือ ทางกาย ลิ้น จมูก
-          ผึ้ง แมลงภู่ มีประสาทสัมผัส ๔ ทาง คือ ทางกาย ลิ้น จมูก ตา และ
-          มนุษย์ มีประสาทสัมผัส ๕ ทาง คือ ทางกาย ลิ้น จมูก ตา และหู  แต่บางสำนักยังเพิ่มประสาทสัมผัสอีกชนิดหนึ่ง คือ ใจ  เรียกว่าประสาททั้ง ๖ 
๒.๒.  สถารวะ ได้แก่ ประเภทที่เคลื่อนไหวไม่ได้   ชีวะประเภทนี้ต้องอาศัยอยู่ในปรมณู ๔ คือ ธาตุ ดิน น้ำ ไฟ ลม และพืชต่าง ๆ  มีความรู้สึกทางเดียว คือ ทางกายสัมผัส
สรูป  คือ  ปรัชญาเชนถือว่า ชีวะเป็นสภาพของจริง ดำรงอยู่ชั่วนิรันดร เป็นสิ่งมีความรู้ มีอยู่มากมายเหลือคณานับ ซึ่งนักปรัชญาเชนได้แบ่งชีวะกลุ่มต่าง ๆ ออกเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ไว้เพียง ๒ กลุ่ม  คือ
          ๑.  กลุ่มชีวะที่หลุดพ้น
          ๒.  กลุ่มชีวะที่ยังไม่หลุดพ้น
          และการที่ชีวะจะเข้าสู่ภาวะแห่งโมกษะได้นั้น จะต้องปฏิบัติทรมานร่างกายอย่างเข้มงวด เพื่อทำลายกรรมเก่า และไม่สร้างกรรมใหม่ เพื่อปลดเปลื้องจากพันธนาการทั้งปวง อันเป็นจุดหมายสูงสุดของปรัชญาเชน

๒.  อชีวะ

อชีวะ  ได้แก่ สิ่งที่มิใช่วิญญาณและปราศจากสัมปชัญญะ (Non Concious Object) หรือภาษาวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ เรียกว่า “อนินทรีย์”   อชีวะสามารถแบ่งออกได้ ๕ ประเภท  คือ
๑.  วัตถุหรือสสาร หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “ปุทคละ” หมายถึง สิ่งที่มีรูปร่าง สามารถมองเห็นได้และสัมผัสได้ มีคุณสมบัติ คือ มีรส มีกลิ่น มีสี

          ๒.  ที่ว่างหรืออากาศะ  หมายถึง สภาพที่ว่างเปล่าปราศจากวัตถุหรือสสารใด ๆ ไม่มีที่สิ้นสุด ดำรงอยู่ชั่วนิรันดร์

          ๓.  เวลาหรือกาละ  หมายถึง ทรัพยะหรือสสารชนิดหนึ่ง ไม่สามารถแบ่งแยกได้ เป็นเวลาเดียวกันปรากฎอยู่ในที่ทุกแห่งทั่วโลก  แบ่งออกเป็น ๒ ชนิด คือ

                   ๓.๑. เวลาที่แท้ ได้แก่ เวลาที่ต่อเนื่องกันเรื่อยไปไม่มีที่สิ้นสุด

                   ๓.๒. เวลาสมมติขึ้น  ได้แก่ วินาที นาที ชั่วโมง วัน เดือน ปี

          ๔.  การเคลื่อนไหวหรือธรรมะ  หมายถึง กฎแห่งการเคลื่อนที่ เป็นสิ่งที่มีอยู่ เป็นสิ่งที่แท้จริง ไม่สามารถรับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัส แต่รับรู้ได้ด้วยการอนุมาน  มีสภาพที่แท้จริง ดำรงอยู่ชั่วนิรันดร์
          ๕.  การหยุดนิ่งหรืออธรรมะ  หมายถึง กฎแห่งการหยุดนิ่ง  อธรรมะเป็นสิ่งที่มีอยู่ เป็นสิ่งที่แท้จริง การมีอยู่ของอธรรมะไม่สามารถรับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัส แต่รับรู้ได้ด้วยการอนุมาน  อธรรมะเป็นวัตถุหรือสสารชนิดหนึ่ง ดำรงอยู่ชั่วนิรันดร์
          ดังนั้น  อชีวะทั้ง ๕ นี้  เมื่อรวมกันเข้าจึงเป็นปรากฎการณ์ต่าง ๆ ในโลกภายนอก หากอชีวะประเภทใดประเภทหนึ่งนี้ขาดไป  เราจะไม่สามารถบรรยายเกี่ยวกับโลกภายนอกได้อย่าง บริบูรณ์


๓.  จริยธรรมศาสตร์  ของพุทธ
         
พุทธปรัชญากำหนดหลักจริยศาสตร์ไว้ ๓ ระดับ เพื่อผู้ปฏิบัติตามจะได้รับผลตามสมควรแก่การปฏิบัติของตน ๆ  ได้แก่
          ๑.  จริยศาสตร์เบื้องต้น  ได้แก่ เบญจศีล (ศีล ๕) และเบญจธรรม (ธรรม ๕)
                   ๑.๑  เบญจศีลหรือศีล ๕  เป็นข้อบัญญัติพึงงดเว้นหรือละเว้นไม่ให้ปฏิบัติ
                   ๑.๒  เบญจธรรมหรือธรรม ๕ เป็นข้อที่ควรปฏิบัติ อันจะนำไปสู่ความดีฝ่ายเดียว  เป็นธรรมที่สนับสนุนที่ช่วยให้บุคคลไม่ประพฤติผิดศีล ๕ ด้วย  ดังนั้น เบญจศีลและเบญจธรรมจึงเป็นของคู่กัน
          ๒.  จริยศาสตร์ขั้นกลาง  ได้แก่ กุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ อันเป็นข้อปฏิบัติ เป็นทางแห่งความดี ได้รับผลดีฝ่ายเดียว  สามารถแบ่งออกเป็น ๓ หมวด คือ กายกรรม ๓  วจีกรรม ๔  มโนกรรม ๓  ดังนี้  คือ
                   ๒.๑ กายกรรม ๓ คือ ความประพฤติดีทางกาย
-          เว้นจากการฆ่า การเบียดเบียน
-          เว้นจากการลักทรัพย์
-          เว้นจากการประพฤติผิดในกาม
๒.๒  วจีกรรม ๔  คือ การประพฤติดีทางวาจา
-          เว้นจากการพูดปด
-          เว้นจากการพูดส่อเสียด
-          เว้นจากการพูดเท็จ
-          เว้นจากการพูดคำหยาบ

๓.  จริยศาสตร์ขั้นสูง  ได้แก่ อริยมรรคมีองค์ ๘  ได้แก่

                   ๓.๑  สัมมาทิฏฐิ         คือ  ความเห็นชอบ

                   ๓.๒  สัมมาสังกัปปะ  คือ  ความดำริชอบ

                   ๓.๓  สัมมาวาจา        คือ  การเจรจาชอบ

                    ๓.๔  สัมมากัมมันตะ  คือ  การงานชอบ

                   ๓.๕  สัมมาอาชีวะ      คือ  การเลี้ยงชีพชอบ

                   ๓.๖  สัมมาวายามะ    คือ  ความพยายามชอบ

                   ๓.๗  สัมมาสติ           คือ  ความระลึกชอบ

                   ๓.๘  สัมมาสมาธิ       คือ  ความตั้งใจไว้ชอบ 

 

จุดมุ่งหมายของสังคมวิทยา


วิชาสังคมวิทยา
        วิชาสังคมวิทยาเป็นการศึกษาเกี่ยวกับ
·       การอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมของมนุษย์กับสังคม
·       โดยมีการสนใจพฤติกรรมทางสังคมทุกด้าน

จุดมุ่งหมายของสังคมวิทยา
           -การอธิบายพฤติกรรมของมนุษย์ในสังคมเพื่อเข้าใจ  “ธรรมชาติ” ของมนุษย์
            -ใช้หลักวิทยาศาสตร์ค้นหาความจริง

ประโยชน์
·       เข้าใจมนุษย์ในฐานะเป็นสมาชิกของสังคม
·       เข้าใจ  “สังคม”

สังคมวิทยาศึกษาพฤติกรรมของมนุษย์ในสังคมซึ่งมีความสัมพันธ์กัน โดยมีสิ่งที่ทำหน้าที่ในการกำหนดความสัมพันธ์ของมนุษย์ ดังนี้   
                1. สถานภาพ  เป็นตำแหน่งที่ได้จากการเป็นสมาชิกของกลุ่ม ประกอบด้วย
                - สิทธิ
                - หน้าที่
                - สิ่งเฉพาะบุคคล
                - กำหนดความแตกต่างของสมาชิกในสังคม    
                                    เช่น  สถานภาพนิสิต , อาจารย์
                                    - สถานภาพอาจจะติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด หรือ ได้มาโดยความสามารถ
                            2. บทบาทเป็นการปฏิบัติตามสถานภาพในสังคม
                                     เช่น   สถานภาพนิสิต มีบทบาทเรียนหนังสือ
                                          
                                   โครงสร้างของสังคม
                                โครงสร้างทางสังคมประกอบด้วย
1. สถานภาพและบทบาทของบุคคลในสังคม
2. สถาบันทางสังคม
                 องค์ประกอบของสถาบันทางสังคม
1. สถานที่ หรือองค์การ
2. บุคคล
3. ระเบียบข้อบังคับ
          สถาบันทางสังคมหลัก 7 สถาบัน ได้แก่
          1. ครอบครัว
          2. การศึกษา
          3. ศาสนา
          4. เศรษฐกิจ
          5. การเมืองการปกครอง
          6. นันทนาการ
          7. สื่อสารมวลชน
          การจัดระเบียบทางสังคม
การทำให้คนในสังคมอยู่รวมกัน อย่างมีระเบียบ ภายใต้แบบแผนกฎเกณฑ์เดียวกัน 
               สิ่งที่ใชัในการจัดระเบียบในสังคม ได้แก่
1. ค่านิยม  
- รูปแบบความคิดติดอยู่ในใจ คนส่วนใหญ ่                               
 - เป็นแนวทางปฏิบัติ   ประกอบด้วยค่านิยม
                                     .บุคคล
                                     .สังคม
2. บรรทัดฐาน  
คือ รูปแบบพฤติกรรมที่สังคมวางไว้ เพื่อกำหนดแนวทางให้บุคคลปฏิบัติ 3 ประเภท ได้แก่
          2.1 วิถีประชา ( Folkways ) : วิถีชาวบ้าน
- ขนบธรรมเนียมประเพณีที่เป็นหลักเกณฑ์ในการดำเนินชีวิต 
          2.2 จารีต ( Mores ): กฎศีลธรรม
-  สำคัญกว่าวิถีประชา ใครฝ่าฝืนมีความชั่ว และ ได้รับโทษ
          2.3 กฎหมาย ( laws ) :
- บทบัญญัติ ถ้าละเมิดมีบทลงโทษ

                     หน้าที่ของสังคม
1. การรักษาความต่อเนื่องด้านชีวภาพของสมาชิกในสังคม
 2. การขัดเกลา อบรม สั่งสอนสมาชิก (Socialization )
 3. การติดต่อสื่อสาร
          4. ด้านเศรษฐกิจ
          5. จัดระเบียบ + รักษาความสงบ
          6. ผดุงขวัญและให้กำลังใจสมาชิก

            ปัจจัยที่ทำให้สังคมแตกต่างกัน
          1. ภูมิศาสตร์
          2. ชีวภาพ
          3. สังคมและวัฒนธรรม
             วัฒนธรรม
          -เป็นวิถีชีวิตของมนุษย์ในอาณาบริเวณหนึ่ง
          -เป็นพฤติกรรมไม่ใช่พันธุกรรม
                    *จะต้องมีการเรียนรู้
          -สืบทอดกันต่อไป
                     *โดยอาศัยมนุษย์
                     *ใช้สัญลักษณ์เป็นสื่อ
           ลักษณะร่วมของวัฒนธรรม
                1. จะต้องเรียนรู้
                2. มรดกทางสังคม
                3. เปลี่ยนแปลงได้
                4. มีจุดจบ / ตาย เช่น อาณาจักรต่างๆ
          องค์ประกอบของวัฒนธรรม
          1. องค์มติ                  ซึ่งเป็นแนวความคิดร่วม
          2. องค์พิธีการ
          3. องค์การ           
          4. องค์วัตถุ
           หน้าที่ของวัฒนธรรม
          1. สร้างมนุษย์  โดยทำหน้าที่กำหนดเป้าหมาย
          2. ควบคุมพฤติกรรมมนุษย์          
           สถาบันสังคมไทย
          1. สถาบันครอบครัว
          2. สถาบันการศึกษา
          3. ศาสนา
          4. การเมืองและการปกครอง
          . นิติบัญญัติ                    . บริหาร                 . ตุลาการ , ศาล
          5. นันทนาการ
          6. เศรษฐกิจ
          การแบ่งชั้นในสังคมไทย
        การแบ่งชั้นในสังคมไทย จำแนกโดยใช้เกณฑ์ดังต่อไปนี้
          1.วงศ์ตระกูล
          2. ทรัพย์สมบัติ / รายได้
                 3. อาชีพ
                 4. การศึกษา
                 5. ภูมิลำเนาที่พัก



พัฒนาการของสังคมวิทยา
·       สังคมวิทยาพัฒนาขึ้นมาเป็นสาขาหนึ่งแยกจากปรัชญาสังคมกลางศตวรรษที่19
        โดยเกิดขึ้นในยุโรป       เนื่องจาก การเปลี่ยนแปลงมากมายจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมและความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ

นักสังคมวิทยาที่สำคัญ

·                     ออกุสต์  คองต์ ( Auguste Comte )  1798-1857
-          ตั้งชื่อสังคมวิทยา ( Sociology )

·                     เฮอร์เบิร์ต  สเปนเซอร์ ( Herbert Spencer )  1820-1903
-          นำวิธีการทางชีววิทยาอธิบายสังคม

·                     คาร์ล  มาร์กซ์ ( Karl Marx )  1818-1883
-          พื้นฐานทางเศรษฐกิจมีความสำคัญต่อการดำรงอยู่และการเปลี่ยนแปลงทางสังคม
-          สังคมมีความขัดแย้ง  ต้องเปลี่ยนแปลงแบบปฏิวัติ

·                     อีมิล  เดอร์กไฮม์  ( Emile  Durkheim )  1858-1917
-          สมาชิกในสังคมอยู่เป็นระเบียบได้  :  ความเชื่อ+ค่านิยมร่วมกัน  เป็นระเบียบของสังคม
-          ส่วนต่างๆของสังคม  มีหน้าที่ ( function ) ต่อการดำรงอยู่ของสังคมโดยส่วนรวม
        -      การฆ่าตัวตายของคนกลุ่มต่างๆขึ้นกับพลังทางสังคม

·                     แมกซ์  เวเบอร์ ( Max  Weber )  1864-1920
-          ให้ความสำคัญกับพฤติกรรมของบุคคล
-          ความคิด ( Idea )  เป็นปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลง


ทฤษฏีหลักของสังคมวิทยา

1.      ทฤษฏีหน้าที่ ( Functionalism )
                    การพิจารณาส่วนต่างๆของสังคมแต่ละส่วน  เช่น  ครอบครัว  ศาสนา  การเมือง  โดยศึกษาถึงหน้าที่ของส่วนต่างๆมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันเป็นสังคมทั้งหมดอย่างไร
2.      ทฤษฏีความขัดแย้ง (Conflict  Theory )
-          สังคมประกอบด้วยสมาชิกที่แบ่งแยกออกเป็นชนชั้นต่างๆ
-       มีความสัมพันธ์ในลักษณะการถูกเอารัดเอาเปรียบ โดยมีผู้ที่เอารัดเอาเปรียบและผู้ที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ
-          สังคมเป็นระบบที่มีความขัดแย้งตลอดเวลา
3.      ทฤษฏีการกระทำตอบโต้ ( Interactionism )
-          ความสัมพันธ์ต่อกันของคนในสังคมเป็นกระบวนการตอบโต้ซึ่งกันและกัน
-          มีความผันแปรอยู่เสมอตามสถานการณ์
-          บุคคลเป็นผู้สร้าง  หรือ  กำหนดการกระทำ  ไม่ใช่ถูกกำหนดโดยโครงสร้างทางสังคม


สังคมวิทยาในศตวรรษที่  19  :  ยุโรป
-          สนใจศึกษาสังคมใหญ่ทั้งสังคม
-          เพื่อเข้าใจระเบียบกฎเกณฑ์ + การเปลี่ยนแปลงทางสังคม
-          เสนอทฤษฏีกว้างๆ
สังคมวิทยาในศตวรรษที่  20  :  สหรัฐอเมริกา
-          สนใจศึกษาปัญหาสังคมเฉพาะด้าน
-          สนปัญหาในทางปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า


ความสัมพันธ์ระหว่างสังคมวิทยา                           สังคมไทย

1.โครงสร้างทางสังคม
-          ธรรมชาติมนุษย์  :  รวมกลุ่ม + ความสัมพันธ์
        สังคมไทยมีการรวมกลุ่มกันของหลายชนชั้นในอดีต มีความสัมพันธ์แบบเป็นกันเอง มีความเป็นอยู่ที่มีการเกื้อกูลกัน
2.เศรษฐกิจ
       -      วัตถุ           เกิดชนชั้น
            ระบบเศรษฐกิจของไทย ก่อให้เกิดความต้องการทางด้านวัตถุและชนชั้นมาเป็นเวลานาน ดังจะเห็นได้จากระบบขุนมูลนาย ระบบไพร่ทาส ในอดีต และระบบทุนนิยมในปัจจุบันที่ก่อให้ค่านิยมในด้านวัตถุ การให้ความสำคัญและเคารพนับถือผู้ที่มีฐานะทางเศรษฐกิจเป็นสำคัญ
3.ความเชื่อเกี่ยวกับธรรมชาติ
           สังคมไทยในอดีตมีความเชื่อเกี่ยวกับธรรมชาติว่าเป็นสิ่งที่ไม่สามารถควบคุมได้ สังคมไทยในอดีตจึงมีการใช้ชีวิตที่กลมกลืนกับธรรมชาติมากกว่าการเอาชนะธรรมชาติ
              -  ซึ่งความเชื่อของคนไทยได้แสดงออกในด้านศาสนาและไสยศาสตร์หรือพิธีกรรมควบคู่กันไป
                                 เป็นสิ่งที่ควบคุมมนุษย์ให้อยู่ร่วมกัน และเป็นที่มาของอำนาจ   โดยมีการกำหนดเป็นบรรทัดฐานร่วมกันจากความเชื่อในธรรมชาติที่ไม่สามารถควบคุมได้  อาทิ
                        -  ครอบครัว                          :               ผีเรือน
                                -  ชุมชน,หมู่บ้าน                 :               เสื้อบ้าน,หลักบ้าน
                                -  รัฐ                                       :               กษัตริย์ ( เทวราช,สมมติราช )

ลักษณะสังคมไทยในอดีต
1.      เชื่อในสิ่งนอกเหนือธรรมชาติ  ความผูกพันในชีวิตและวัฒนธรรมคนไทย
-  ดินฟ้าอากาศควบคุมไม่ได้
-  ธรรมชาติมีจิตวิญญาณให้คุณให้โทษ
-  ประชากรหลายเผ่าพันธุ์         นำไปสู่การบูรณาการทางวัฒนธรรม
           
    2.  การปกครอง หรือ ประชาธิปไตย
                        -  ผู้นำ  ผู้ปกครอง         มีบุญ
                                                                  ยอมรับข้อขัดแย้ง  ทำให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข
                                                                    นอกจากนี้ยังนำไปสู่  ระบบอุปถัมภ์ ในปัจจุบัน
   ลักษณะสำคัญของสังคมและวัฒนธรรมไทย
                  เอกลักษณ์ไทย
                 1. ยกย่องเทิดทูนพระมหากษัตริย์
                 2. สังคมพุทธ           โดยแฝงความเชื่อวิญญาณ
                                           +   ลัทธิพราหมณ์     
                 3.  ยึดครอบครัว + เครือญาติ
                 4. สังคมเสรี          มีน้ำใจ            สนุกสบาย
                          คนไทย  = ผู้มีจิตใจยิ่งใหญ่      เสรี
                                    + ไม่เป็นรองใคร
                 5. พื้นฐานเศรษฐกิจ เกษตรกรรม
                 6. ยกย่องผู้มีความรู้ ความสามารถ
                 7. ความงดงามอ่อนช้อยของศิลปะไทย
                 8. เมืองหลวง    เป็นศูนย์กลางวัฒนธรรม ,  ความรุ่งเรือง  นำไปสู่ปัญหาต่าง ๆ
                        
การเปลี่ยนแปลงทางสังคม
                         สาเหตุ                     . ในระบบ               .นอกระบบ
                  การเปลี่ยนแปลงสังคมวัฒนธรรมไทย
                              การเปลี่ยนแปลงสังคมและวัฒนธรรมไทย ประกอบด้วย
                                         . ขนาดกลุ่มคน             
                                        . โครงสร้างสังคม           
                                        .  วัฒนธรรม  +  พฤติกรรม
 
         การเปรียบเทียบค่านิยมไทย และ ตะวันตก
                        ดั้งเดิมไทย                         ตะวันตก
                1.นับถือบุคคล                      1.นับถือหลักการ
                2. นิยมความสนุกสนาน               2.นิยมทำงานหนัก
                3.ใช้จ่ายทรัพย์ปัจจุบัน                 3. ออมทรัพย์เพื่อลงทุน
                4. ทำบุญให้ทาน                      4.ไม่นิยมให้ + ขอ
                5.นิยมทางสายกลาง                    5.ความรุนแรง + เข้มงวด
                6.ถือตนเองเป็นสำคัญ                   6.ถือกฎหมาย +ระเบียบ


การยอมรับแนวคิดของตะวันตก  ( พ.ศ. 2505 )
-          การเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองให้ทันสมัย (แผนพัฒนาเศรษฐกิจ  สมัยจอมพลสฤษดิ์  ธนะรัชน์)
       กระตุ้นให้เกิดความต้องการด้านวัตถุ
-          อิทธิพลของการศึกษามีเหตุผลเป็นวิทยาศาสตร์
                                  ควบคุมสภาพแวดล้อม + จักรวาลด้วยเทคโนโลยี
                                  เกิดความขัดแย้งความเชื่อทางศาสนา + การทำตัวให้กลมกลืนกับธรรมชาติ +                  
                                  จักรวาลหายไป

วิกฤตเศรษฐกิจทุนนิยมเสรีครอบงำประเทศ
1.       ช่องว่างการแย่งทรัพยากรระหว่างกลุ่มบุคคล
2.       การทำลายสภาพแวดล้อม + ระบบนิเวศน์
3.       การโยกย้ายถิ่นฐาน
4.       การฆ่าตัวเองทางวัฒนธรรม

เดิม
โครงสร้างสังคม
ใหม่
โครงสร้างทางสังคม
-          ความสัมพันธ์พี่น้อง  เครือญาติ  มิตร
-          เคารพผู้อาวุโส
-          เป็นกันเองอย่างเสมอภาค
-          ความสัมพันธ์ความแตกต่าง ชนชั้นสูง-ต่ำ
พิจารณาจากฐานะทางเศรษฐกิจเป็นสำคัญ
-          ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ที่มั่งคั่ง และมีอำนาจกับผู้ที่ต้องพึ่งพาอาศัย


                        5.  เกิดกลุ่มผลประโยชน์ที่ขัดแย้ง ซึ่งยุติโดยวิถีทางการเมือง
                        6.       การบิดเบือนกฎหมายบ้านเมืองขาดความเป็นธรรม
            สังคมที่ละเมิด  ท้าทายกฏหมาย
7.       ปัจเจกบุคคลสุดโต่ง  ค่านิยมทางวัตถุ
8.       คุณค่าในความเป็นมนุษย์น้อยลง
9.       ความเชื่อในทางศาสนา คุณธรรม  ศีลธรรมหมดไป หรือลดน้อยลง
                  พฤติกรรมเบี่ยงเบน + อาชญากรรมมากขึ้น
                  ขัดแย้ง  :  คนรวย  อำนาจมาก มีทัศนคติที่จะต้องเป็นผู้ที่ได้เสมอ
                                       ในขณะที่คนจน  ไม่ยอมรับความจน  ต่ำต้อยอีกต่อไป โดยอาจหันไปกระทำผิดเพื่อเป็นที่ยอมรับในสังคมมากขึ้น ตามค่านิยมของสังคมที่ให้ความสำคัญต่อวัตถุนิยม
10.    คนในสังคมถูกหล่อหลอมจากลัทธิความเชื่อทุนนิยมเสรี
               
                                 ปัญหาสังคมไทย
จากการเปลี่ยนแปลงของสภาพสังคมไทย อาทิ การเน้นการพัฒนาประเทศโดยดังได้กล่าวข้างต้น  โดยเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรม และการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ ตลอดจนการรับแนวคิด ค่านิยมของตะวันตก โดยไม่ได้มีการปรับให้เหมาะสมกับสภาพของสังคมไทยอย่างแท้จริง ก่อให้ประเทศไทยต้องประสบปัญหาสังคมมากมาย ดังนี้
                        1.การเปลี่ยนแลงทางเทคโนโลยี +  สังคม ก่อให้เกิดปัญหาการปรับตัว
                        ภาวะความแปลกแยก         
                        . สิ้นหวัง         
                         .  สังคมที่เต็มไปด้วยคนที่มีกิเลส และความต้องการด้านวัตถุ
                         . ความเหลื่อมล้ำที่ไม่เท่าเทียมกันและความยากจน
                        . ปัญหาคุณภาพชีวิต
                        . การอพยพย้ายถิ่นของคน จากชนบทมาสู่สังคมเมือง
                        . ปัญหาการว่างงาน
                        . ปัญหาการเพิ่มของประชากร
                        . สภาวะแวดล้อมเสื่อมโทรม
                        . อุบัติเหตุ อุบัติภัย
                        . ผู้สูงอายุถูกทอดทิ้ง
                        . ชุมชนแออัด
                        . ความไม่เป็นระเบียบของสังคม
                        . ปัญหาโสเภณี
                        . ปัญหายาเสพติด
                        . วิกฤตนักโทษล้นคุก
                        .  ปัญหาการขาดสิ่งยึดเหนี่ยวทางใจ
                        .  ปัญหาศีลธรรม
                        .  ปัญหาเศรษฐกิจ
                        .  ปัญหาสุขภาพอนามัย
                             เช่น เอดส์
                        . ปัญหาพฤติกรรมเบี่ยงเบน และปัญหาอาชญากรรม
              ปัญหาดังกล่าวข้างต้นล้วนแล้วแต่ทำให้สังคมขาดความเป็นระเบียบ คนในสังคมขาดความสุขในการดำเนินชีวิตอย่างแท้จริง อันเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาทรัพยากรบุคคล และการพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง
             สรุปได้ว่า สังคมวิทยา พฤติกรรมเบี่ยงเบนและอาชญากรรม จึงมีความสัมพันธ์กัน
.     สังคมวิทยา ศึกษาสังคม และพฤติกรรมของมนุษย์ในสังคมที่อยู่ร่วมกัน โดยมีบรรทัดฐานในการกำหนดการปฏิบัติ หรือพฤติกรรมของคนในสังคม ซึ่งหากมีสมาชิกในสังคมมีการละเมิดบรรทัดฐาน พฤติกรรมดังกล่าว เรียกว่า พฤติกรรมเบี่ยงเบน ซึ่งจะมีลักษณะของการละเมิดบรรทัดฐานเพียงเล็กน้อยไม่มีความรุนแรง ไปจนกระทั่งการละเมิดกฎหมาย ซึ่งเรียกว่า อาชญากรรม ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวจะทำให้สังคมขาดความเป็นระเบียบนำไปสู่ปัญหาต่างๆ อันเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาความเจริญก้าวหน้าของสังคม
        เอกสารอ้างอิง
    จำนงค์  อดิวัฒนสิทธิ์และคณะ. สังคมวิทยา.กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณ์           ราชวิทยาลัย,            2532.
นิธิ เอียวศรีวงศ์ และคณะ. มองอนาคตบทวิเคราะห์เพื่อปรับเปลี่ยนทิศทางสังคมไทย. กรุงเพมหานคร:บริษัทอัมรินทร์        พรินติ้งกรุ๊ปจำกัด,2536.
สุพัตรา สุภาพ.  สังคมวิทยา. กรุงเทพมหานคร : ไทยวัฒนาพานิช จำกัด,2540

*********************

                     
 พฤติกรรมเบี่ยงเบน
ความหมายของพฤติกรรมเบี่ยงเบน
สำหรับความหมายของพฤติกรรมเบี่ยงเบน อาจมีการให้ความหมายที่แตกต่างกัน อาทิ
·         พฤติกรรมที่แตกต่างไปจากพฤติกรรมของคนส่วนใหญ่ในสังคม
·         พฤติกรรมที่แตกต่าง หรือเป็นพฤติกรรมที่ละเมิดบรรทัดฐานของสังคมที่ได้กำหนดไว้
·         พฤติกรรมที่คนในสังคมเห็นว่าเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม

  1 ). Bicsanz and bicsanz
พฤติกรรม หรือความประพฤติที่ขัดแย้งกับบรรทัดฐานของกลุ่ม
หรือสังคมส่วนรวมซึ่งหากมีการฝ่าฝืนบรรทัดฐานดังกล่าวจะได้รับการลงโทษ
         
         2 ). ดร.เสริน ปุณณะหิตานนท์

1. การไม่ปฏิบัติตามบรรทัดฐาน / กฏเกณฑ์ที่ถือปฏิบัติ
   2. ความประพฤติที่คนในกลุ่มหนึ่ง พิจารณาว่าน่าอาย/บาดหูบาดตา ต้องการจัดการผู้กระทำผิดมาลงโทษ
   3. พฤติกรรมที่คนบางพวกในสังคมหนึ่ง ๆ เห็นว่าเป็นการกระทำที่ผิด น่ารังเกียจ หรือบาดหูบาดตา/ และเป็นการกระตุ้นหรือเร้า (หรือจะกระตุ้นถ้ามีคนพบเห็นเข้า) ให้คนเหล่านั้นแสดงความไม่พอใจ โกรธ เกลียด ประนาม หรือ ต้องการลงโทษผู้กระทำ
     อย่างไรก็ตาม สำหรับความหมายของพฤติกรรมเบี่ยงเบนตามความหมายของทฤษฎีหลักทางสังคมวิทยา สามารถอธิบายได้ 3 ความหมายคือ

1. ทฤษฎีโครงสร้างหน้าที่ Structural-Functional  Analysis
 พฤติกรรมเบี่ยงเบน คือ พฤติกรรมที่เป็นการละเมิดบรรทัดฐานของสังคม อันทำให้สังคมเสียระเบียบ โครงสร้างหน้าที่ต่าง ๆ ในสังคมไม่สามารถกระทำได้อย่างสมบูรณ์แบบ อันอาจนำไปสู่ปัญหาในสังคมต่อไป

โดยมีนักสังคมวิทยาที่เกี่ยวข้องกับทฤษฎีนี้ ได้แก่

Emile Durkheim
     เห็นว่าพฤติกรรมเบี่ยงเบนไม่ได้ก่อให้เกิดผลเสียต่อสังคมเพียงด้านเดียว หากแต่ยังก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมด้วย ดังนี้
1.      เกี่ยวข้องกับค่านิยม  วัฒนธรรม  และบรรทัดฐาน  ทำให้คนในสังคมเห็นคุณค่าบรรทัดฐาน
2.       กำหนดด้วยศีลธรรม
3.       ทำให้เห็นถึงความเป็นหนึ่งเดียวของสังคม
4.       นำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงในสังคม

Kai  Erikson  : 
-          พฤติกรรมเบี่ยงเบนที่เปลี่ยนแปลง  =  สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง
-          คนในสังคมเป็นคนกำหนดพฤติกรรมเบี่ยงเบน

Merton’ Strain  Theory
-          พฤติกรรมเบี่ยงเบน  เป็นพฤติกรรมที่เกิดจากความกดดันในการดำเนินชีวิต  ไปสู่เป้าหมายในชีวิตที่สังคมกำหนดค่านิยมไว้
-          ความขัดแย้งระหว่าง


เป้าหมาย    +    วิถีทาง




          Anomie
 
                                           
                                                                         
                                                              

                                                             พฤติกรรมเบี่ยงเบน

-          พฤติกรรมเบี่ยงเบนจำนวนเท่าใดเกิดจากความกดดัน
-          คนป่วยทางจิต , เพศ อธิบายไม่ได้
-          ความกดดันเกิดจากเหตุผลมากมาย
-          ค่านิยม  ความสำเร็จแต่ละสังคมต่างกัน

Deviant  Subcultures  :  Richard  Cloward, Lloy  Ohlin
-          พฤติกรรมเบี่ยงเบนไม่ได้เกิดจากการขาดโอกาส
-          เกิดจากวัฒนธรรมรองที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรม

Albert  Cohen
-          วัฒนธรรมรองก่อให้เกิดพฤติกรรมเบี่ยงเบนมักจะเกิดในชนชั้นล่าง

Walter Miller
-          ค่านิยมที่ทำให้เกิดพฤติกรรมเบี่ยงเบนไม่ได้เกิดจากการต่อต้านวิถีชีวิตของชนชั้นกลาง
-          แต่เกิดจากประสบการณ์ที่ด้อยโอกาสในสังคม
-          วัฒนธรรมรองที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมเบี่ยงเบน ได้แก่
touble, toughness,smartness,excitement,fate,autonomy
ข้อจำกัดของ Structural-Functional Analysis
1.      การกำหนดขอบเขตของพฤติกรรมเบี่ยงเบนจากบรรทัดฐานสังคม(Norms)เท่านั้น โดยการกำหนดว่าสังคมมีเพียงบรรทัดฐานเดียวในการกำหนดความประพฤติ
2.      สมมติฐานที่ว่าพฤติกรรมเบี่ยงเบนเกิดขึ้นใน กลุ่มคนยากจนเป็นจุดอ่อนของทฤษฎีวัฒนธรรมรอง
3.      ผู้มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนเป็นผู้ละเมิดบรรทัดฐานของสังคมอาจไม่ครอบคลุมพฤติกรรมเบี่ยงเบนทั้งหมด

2. ทฤษฎีปฏิสัมพันธ์เชิงสัญลักษณ์ Symbolic-Interaction  Analysis
     พฤติกรรมเบี่ยงเบนเป็นกระบวนการทางสังคม กล่าวคือ เป็นพฤติกรรมที่คนในสังคมร่วมกันกำหนดว่าพฤติกรรมใดเป็นพฤติกรรมเบี่ยงเบน โดยมีการตีตราคนในสังคมที่มีพฤติกรรมดังกล่าว  และสังคมมีกระบวนการตอบโต้ต่อผู้ที่มีพฤติกรรมดังกล่าว
-          พฤติกรรมเบี่ยงเบนเป็นกระบวนการทางสังคม  ซึ่งมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับ
ทฤษฏีตีตรา Labeling Theory
-          เป็นพฤติกรรมจากการกระทำ + สังคมมีปฏิกริยาโต้ตอบ,กำหนด

นักสังคมวิทยาที่มีความเกี่ยวข้องกับทฤษฎีนี้ ได้แก่

Edwin  Lemert :
-          primary  deviant
พฤติกรรมที่แสดงออกขั้นต้น  (ไม่ตั้งใจ)
-          secondary  deviant
พฤติกรรมเบี่ยงเบนขั้นสูง  โดยมีการยอมรับพฤติกรรมเบี่ยงเบนดังกล่าว ตลอดจนการคบหาสมาคมกับคนที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบน

Erving  Goffman  :  stigma
-  secondary  deviant      จะมีการพัฒนาเป็น    deviant  career
-  ขึ้นอยู่กับความถี่ในการได้รับ “ ตราบาป”  ตีตรา
-  เปลี่ยนทัศนะคติ

จุดอ่อนของ Symbolic-Interaction Analysis
1.      ทำไมสังคมจึงกำหนดพฤติกรรมบางอย่างเบี่ยงเบน และบางอย่างไม่เบี่ยงเบน
2.      ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการมองพฤติกรรมการกระทำ เป็นหลัก แต่มองพฤติกรรมที่คนในสังคมกำหนดใน การรับรู้ต่อพฤติกรรมเบี่ยงเบน
3.      สมมติฐานที่ว่าทุกคนในสังคมต่อต้านพฤติกรรมเบี่ยงเบน
4.      การขาดผลการวิจัยพฤติกรรมการตอบโต้ของคนในสังคม ต่อผู้มีพฤติกรรมเบี่ยงเบน


3.ทฤษฎีความขัดแย้งทางสังคม Social  Conflict  Analysis
     พฤติกรรมเบี่ยงเบน คือ พฤติกรรมที่เกิดขึ้นในสังคมอันเนื่องมาจากความขัดแย้งในสังคม โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างชนชั้นทางสังคม  พฤติกรรมเบี่ยงเบนเป็นพฤติกรรมที่ถูกกำหนดจากผู้ที่มีอำนาจ หรือมีสถานภาพทางสังคมสูง
Deviant + Power
-  คนมีอำนาจน้อย     คือ           ผู้ที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบน
1.  บรรทัดฐานกำหนดจากผู้มีอำนาจในสังคม  มีผลต่อผู้มีสถานภาพต่ำ
2.  ถ้าผู้มีอำนาจมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม  จะใช้อำนาจตีตราผู้อื่น
3.   กฎหมาย + บรรทัดฐานไม่เคยยุติธรรม
-  การกำหนดพฤติกรรมเบี่ยงเบนโดย
-  เจ้าของทุน                                         -  ผู้ว่าจ้างแรงงาน
-  ผู้มีอำนาจ                                           -  ชนชั้นสูง

จุดอ่อนของ Social-Conflict Analysis
1.      ให้ความสำคัญกับอำนาจและความไม่เท่าเทียมกันในสังคมเท่านั้น
            -ไม่สามารถอธิบายได้ว่าพฤติกรรมเบี่ยงเบนกำหนดขึ้นมาได้อย่างไรและมีการควบคุมอย่างไร
2. สมมติฐานที่ว่าคนรวยและมีอำนาจเป็นผู้สร้างและควบคุมบรรทัดฐาน
            นำไปสู่ความสงสัยต่อกระบวนการทางการเมือง เพราะในความเป็นจริงการเมืองของหลายประเทศมาจากระบอบประชาธิปไตย ซึ่งคนส่วนใหญ่เป็นผู้มีส่วนร่วมทางการเมือง
3. สรุปความเสียหายระหว่างอาชญากรรมคอปกขาว มีความเสียหายมากกว่าอาชญากรรมทั่วไปมาก
4. ความไม่เท่าเทียมเท่านั้นที่ทำให้เกิดพฤติกรรมเบี่ยงเบน
    หากแต่ในสังคมพฤติกรรมเบี่ยงเบนมีหลายประเภทแตกต่างกันไป



พฤติกรรมเบี่ยงเบนทางสังคมศาสตร์
        พฤติกรรมเบี่ยงเบนทางด้านสังคมศาสตร์ สามารถสรุปได้ตามทฤษฎีหลักทางด้านสังคมศาสตร์ ดังนี้
1.      พฤติกรรมที่มีความเกี่ยวข้องกับการละเมิดบรรทัดฐาน(Norms)
            :Structural-Functional Analysis
2.      พฤติกรรมที่ขึ้นอยู่กับบุคคลในสังคมเป็นผู้กำหนด เป็นการตีตราการกระทำของคนในสังคม
            : Symbolic-Interaction Analysis
3.  บรรทัดฐานและพฤติกรรมที่สังคมกำหนด     มีความสำคัญกับอำนาจทางสังคม(Social power)
            :Social-Conflict Analysis


           สรุป : พฤติกรรมเบี่ยงเบน คือ

·                     พฤติกรรมที่มีความขัดแย้ง หรือ แตกต่างไปจากบรรทัดฐานในสังคม
·                     โดยกลุ่มคนในสังคมเห็นว่าผิด หรือแตกต่างจากคนทั่วไป
·                     โดยมีรูปแบบของพฤติกรรมที่แตกต่างจากกลุ่มคนส่วนใหญ่
*เพียงเล็กน้อยไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสังคม
*จนกระทั่งพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสังคมส่วนรวมอย่างรุนแรง
·                     ผู้มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนได้รับโทษ
-ไม่เป็นทางการ โดยได้รับโทษเล็กน้อย
-เป็นทางการ   โดยได้รับโทษทางกฎหมาย

             
ประเภทของพฤติกรรมเบี่ยงเบน
                                                       - Bicsanz and Bicsanz
                            ได้แบ่งพฤติกรรมเบี่ยงเบนไว้ดังนี้
1.    ความประพฤติไม่เหมาะสม ( Improper )
2.    การเป็นปรปักษ์ต่อผู้อื่น ( amtisocial behavior )
3.    ทำลายตัวเอง (Self destructive )
4.    ละเมิดกฎศีลธรรม ( Immoral )
5.    ทำลายสังคม ( Destructive to the society )
6.    ความผิดปกติของร่างกาย

- ดร.จำนง  อภิวัฒนสิทธิ์ และคณะ      
                         ได้แบ่งพฤติกรรมเบี่ยงเบนไว้ดังนี้                            
1.การกระทำเบี่ยงเบน ( deviant acts ) เช่น การฆ่าตัวตาย การก่ออาชญากรรม 
2.นิสัยเบี่ยงเบน ( deviant habits ) เช่น เหล้า การพนัน
3.จิตเบี่ยงเบน ( deviant psychology )
4.วัฒนธรรมเบี่ยงเบน ( deviant culture ) เช่น ฮิปปี้

                               - Clinard       
ได้แบ่งประเภทของพฤติกรรมเบี่ยงเบนไว้ดังนี้    
1.    อาชญากรรมและการกระทำผิดของเด็กและเยาวชน
2.    พฤติกรรมรักร่วมเพศ
3.    โสเภณี . เด็ก .ผู้ชาย
4.    การติดยาเสพติด
5.    การติดสุราเรื้อรัง
6.    ความผิดปกติทางจิต
7.    การฆ่าตัวตาย
8.    ความขัดแย้งในบทบาทของภาวะครอบครัว
9.    ความขัดแย้งในบทบาทและฐานะวัยชรา
10. ความมีอคติต่อชนกลุ่มน้อย

             ลักษณะบางประการของพฤติกรรมเบี่ยงเบน
             1. พฤติกรรมธรรมดาและ มีทุกสังคม
             2. เกณฑ์การตัดสินพฤติกรรมเบี่ยงเบน
o    ขึ้นกับบรรทัดฐาน ค่านิยม แต่ละสังคม
o    ขึ้นกับกาลเวลา
o    ขึ้นกับสถานการณ์
            3.บางสังคมมองว่าเป็นพฤติกรรมเบี่ยงเบน บางสังคมมองว่าเป็นพฤติกรรมปกติ
            4.พฤติกรรมเบี่ยงเบนแต่ละประเภท
                รุนแรงไม่เท่ากัน + โทษไม่เท่ากัน
            5.พฤติกรรมเบี่ยงเบนบางอย่างเป็นปัญหาสังคม
            6.การเกิดพฤติกรรมเบี่ยงเบน
                ไม่ตั้งใจ : เจตนา
            7.พฤติกรรมเบี่ยงเบนถ้าไม่มีใครรู้เห็นไม่รู้สึกว่ากำลังมีพฤติกรรมเบี่ยงเบน
                        Ex. ฝ่าฝืนสัญญาณจราจร
            8.ทุกคนเคยมีพฤติกรรมเบี่ยงเบน
            9.พฤติกรรมเบี่ยงเบนบางอย่างอาจได้รับการยอมรับ/ปฏิบัติแพร่หลายในเวลาต่อมา
            10.พฤติกรรมเบี่ยงเบนก่อให้เกิด
                    โทษ , ผลเสีย : ประโยชน์ , ผลดี
            11.มักมีการรวมกลุ่มของผู้มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนเดียวกัน
            12.ความเปลี่ยนแปลงบางประการซึ่งนำการเปลี่ยนแปลงมาสู่สังคม
                    Ex. การปฎิวัติ



ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมเบี่ยงเบนและพฤติกรรมอาชญากร
                       
                        * พฤติกรรมเบี่ยงเบน
                           - คนในสังคมกำหนด  มีบทลงโทษ
                          - ไม่เป็นทางการ และ เป็นทางการ

                         * พฤติกรรมอาชญากร 
                         - คนในสังคมกำหนด โดยมีบทลงโทษ
                                      * ที่บัญญัติไว้ใน เป็นทางการ
                                      * กฎหมายอาญาบ้านเมือง
                                      * เป็นลายลักษณ์อักษร
                          - ไม่เป็นทางการ และ เป็นทางการ


****
                 




                                                                        
                                        
                 
ความหมายของทฤษฎีสังคมวิทยา
สัญญา สัญญาวิวัฒน์ (2536 : 2) อธิบายว่า ทฤษฎีสังคมวิทยา คือ ทฤษฎีวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางสังคม กล่าวคือ เป็นคำอธิบาย การเกิดขึ้น การดำรงอยู่ ลักษณะการเปลี่ยนแปลง และการเสื่อมสลายไปของความสัมพันธ์ทางสังคม ตลอดจนการอธิบายปรากฎการณ์ทางสังคม เช่น ครอบครัวแตกแยก การแข่งขันระหว่างกลุ่มสังคม พฤติกรรมทางสังคม ปัญหาสังคม ด้วยความสัมพันธ์ทางสังคม
นักสังคมวิทยาส่วนใหญ่จะมีกรอบแนวคิดพื้นฐานที่ใช้ในการอธิบายสังคม หรือมองสังคม (Image of society) 3ทฤษฎีหลัก ดังนี้
1. ทฤษฎีโครงสร้าง-หน้าที่ (Structural-functional theory)
2. ทฤษฎีการขัดแย้ง (Conflict theory)
3. ทฤษฎีการกระทำระหว่างกันด้วยสัญลักษณ์ (Symbolic interaction theory)